บอสเนีย

            บอสเนีย และ เฮอร์เซโกวิน่า ถือว่าเป็นประเทศที่แยกมาได้ไม่นาน และพึ่งก่อตั้งสมาคมฟุตบอลเมื่อปี 2002 เท่านั้น แต่พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2014 ถึงแม้ว่าจะต้องตกรอบแรกก็ตาม แต่ก็ถือว่าพวกเขาประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นมาพวกเขาก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลรายการใหญ่ได้อีกเลย ทั้งศึกยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส และล่าสุดกับฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งทั้งที่จริงผู้เล่นของทีมชาติบอสเนียชุดนี้ถือว่าแข็งแกร่งมากที่เดียว โดยตอนนี้พวกเขามีกุนซืออย่างโรเบิร์ต โปรซิเนสกี้ กุนซือชาวโครแอตที่พึ่งเข้ามารับงานคุมทีมเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยบอสเนียหวังจะให้กุนซือวัย 49 ปีพากลับไปเล่นฟุตบอลรายการใหญ่ให้ได้อีกครั้ง โดยทัวร์นาเม้นต์แรกคือการพาทีมชาติบอสเนียผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2020 ให้ได้ เนื่องจากบอสเนียยังไม่เคยเข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายของรายการนี้มาก่อน ทั้งๆ ที่เมื่อยูโรคราวที่แล้วได้เพิ่มทีมในรอบสุดท้ายจาก 16 ทีมเป็น 24 ทีมแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นได้ โดยดันไปแพ้ในรอบเพลย์ออฟให้กับทีมชาติไอร์แลนด์ของมาร์ติน โอนีลที่มายันเสมอที่เมืองเซนิก้า 1-1 และบอสเนียไปแพ้ที่กรุงดับลิน 2-0 ทำให้ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ผลงานของโรเบิร์ต โปรซิเนสกี้ที่เข้ามาคุมทีมได้เพียง 4 นัดถือว่าไม่เลวทีเดียว เมื่อเก็บชัยชนะได้ 2 นัด และเสมออีก 2 นัด ยังไม่แพ้ใคร โดยเอาชนะทีมชาติบัลแกรียกับทีมชาติเกาหลีใต้ได้ และพึ่งเสียไปเพียงประตูเดียวเท่านั้น โดยผู้เล่นของทีมชาติบอสเนียชุดนี้ไปค้าแข้งอยู่ทั่วทวีปยุโรป โดยมีดาวเด่นเป็นเอดิน เชโก้ กองหน้าดาวซัลโวสูงสุดของชาติจากโรม่า มิราเล็ม ปานิช กองกลางตัวเก่งจากยูเวนตุส รวมถึงเซอาด โคลาซินาช กองหลังร่างใหญ่จากอาร์เซน่อลด้วย ซึ่งบอสเนียมีคิวเตะในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่จะหาทีมไปเล่นรอบสุดท้ายในศึกยูโร 2020 ด้วย โดยพวกเขาอยู่ในกลุ่มเดียวกับทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ และทีมชาติออสเตรีย ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้หนักหนาสาหัสมาก และมีโอกาสที่พวกเขาจะเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มได้ โดยจะเริ่มแข่งกันนัดแรกในช่วงเดือนต้นเดือนกันยายนนี้แล้ว โดยจะพบกันหมดทั้งเหย้าและเยือน