การพ่ายแพ้ที่มากที่สุด

   ทีมชาติโครเอเชียได้รับคำชมเป็นอย่างมาก หลังจากที่พวกเขากลายเป็นทีมที่ผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียได้สำเร็จ เมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ต้องเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษในรอบน็อคเอ้าต์มาถึง 3 รอบ และถึงแม้ว่านัดชิงชนะเลิศจะพ่ายแพ้ต่อทีมชาติฝรั่งเศสไป 2-4 ก็ตาม แต่ซลัตโก้ ดาริช กุนซือวัย 51 ปีที่คุมทีมชาติโครเอเชียในปัจจุบันก็ได้รับคำชมเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และนับตั้งแต่ที่กุนซือรายนี้เข้ามาคุมทีมชาติโครเอเชียเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก็ทำให้ทีมชาติโครเอเชียกลายเป็นทีมที่แพ้ยากขึ้นทันที ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงของฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่พวกเขาเหนียวแน่นมาก และเป็นทีมที่แพ้ยากมาก จนทำให้พวกเขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในที่สุด

แต่เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา พวกเขาก็ต้องพบกับแมตช์อัปยศจนได้ เมื่อทีม “ตราหมากรุก” ต้องพ่ายให้กับทีมชาติสเปนไปอย่างขาดลอยถึง 0-6 ในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่เมืองเอลเช่ บ้านของสเปน ซึ่งกลายเป็นความพ่ายแพ้ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้งทีมชาติโครเอเชียขึ้นมาด้วย โดยในเกมนั้นทีมชาติโครเอเชียมีความเปลี่ยนแปลงไปมากจากชุดตัวจริงในศึกฟุตบอลโลก เมื่อพวกเขาต้องเสียมาริโอ มานด์ซูคิช กองหน้าดาวยิงจากยูเวนตุส ที่ประกาศอำลาทีมชาติไปแล้ว เช่นเดียวกับดานิเยล ซูบาซิช ผู้รักษาประตูมือ 1 จากโมนาโกด้วย รวมถึงพวกเขาไม่มี 2 ใน 4 กองหลังตัวหลักจากชุดฟุตบอลโลก โดยเหลือเพียงแค่ซิเม่ เวอร์ซัลจ์โก้ แบ็คขวาของอินเตอร์ มิลาน และโดมากอย วิด้า ปราการหลังตัวหลัก ส่วนกองกลางยังมีลูก้า โมดริช กับอีวาน ราคิติช ลงสนามช่วยทีมตามเดิม แต่ผู้เล่นเพียงเท่านี้ก็ไม่เพียงพอที่จะต้านทานความกระหายของทีมชาติสเปนในยุคของหลุยส์ เอ็นริเก้ กุนซือคนใหม่ของทีม “กระทิงดุ” ได้เลย ที่ปลุกผู้เล่นของทีมชาติสเปนให้มีความกระหายและต้องการทำประตูอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในวันนั้นทีมชาติโครเอเชียทำได้ดีแค่ในช่วง 20 นาทีแรกเท่านั้น แต่ว่าไม่สามารถจบสกอร์ได้ และหลังจากที่สเปนตั้งตัวได้ก็บุกเข้าใส่ทีมชาติโครเอเชียโดยตลอด ซึ่ง 90 นาทีในเกมนั้นทีมชาติโครเอเชียสามารถยิงตรงกรอบให้ดาบิด เด เกอาได้ออกแรงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในการลักไก่ยิงเกือบครึ่งสนาม แต่จังหวะอื่นๆ พวกเขาไม่สามารถกดดันกองหลังสเปนได้เลย ทำให้ต้องพ่ายแพ้ไปอย่างหมดสภาพทีมรองแชมป์ฟุตบอลโลกปีล่าสุด